
บทความ / สาระน่ารู้

แมกนีเซียม (Magnesium) เป็นแร่ธาตุที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทำงานของเอนไซม์ในร่างกายมากกว่า 300 ชนิด ตั้งแต่การสร้างพลังงานไปจนถึงการทำงานของระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ทำไมร่างกายถึงขาดแมกนีเซียมไม่ได้? แมกนีเซียมมีบทบาทหลัก ๆ ดังนี้: ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ: ทำงานคู่กับแคลเซียม (แคลเซียมช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัว ส่วนแมกนีเซียมช่วยให้คลายตัว) ลดการเกิดตะคริว ระบบประสาทและการนอน: ช่วยควบคุมสารสื่อประสาทที่ส่งผลต่อการนอนหลับและการผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล การผลิตพลังงาน: ช่วยเปลี่ยนอาหารที่เรากินให้กลายเป็นพลังงานในระดับเซลล์ สุขภาพหัวใจและกระดูก: ช่วยรักษาจังหวะการเต้นของหัวใจให้ปกติ และเป็นส่วนประกอบสำคัญของมวลกระดูก สัญญาณเตือนเมื่อร่างกาย “ขาด” แมกนีเซียม หากร่างกายได้รับแมกนีเซียมไม่เพียงพอ อาจส่งผลดังนี้: กล้ามเนื้อกระตุกหรือเป็นตะคริว: โดยเฉพาะบริเวณน่องหรือใต้ตา นอนไม่หลับ หรือหลับไม่ลึก: รู้สึกเพลียแม้จะนอนนานแล้ว ปวดหัวไมเกรน: งานวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นไมเกรนมักมีระดับแมกนีเซียมในเลือดต่ำ อ่อนเพลีย: รู้สึกไม่มีแรงและเฉื่อยชา เลือกทานแบบไหนให้ “ดูดซึมดี” ที่สุด? ในท้องตลาดมีแมกนีเซียมหลายฟอร์ม ซึ่งประสิทธิภาพแตกต่างกันชัดเจน: Magnesium Amino Acid Chelate (เช่น Glycinate): ดีที่สุด สำหรับการดูดซึม อ่อนโยนต่อท้อง ไม่ทำให้ท้องเสีย เหมาะสำหรับคนต้องการช่วยเรื่องการนอนและคลายเครียด Magnesium Citrate:

Stroke หรือ โรคหลอดเลือดสมอง คือภาวะที่สมองขาดเลือดไปเลี้ยง เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก ส่งผลให้เซลล์สมองถูกทำลายและตายลงภายในระยะเวลาอันสั้น หากรักษาไม่ทันท่วงทีอาจนำไปสู่ความพิการหรือเสียชีวิตได้ ประเภทของ Stroke เราสามารถแบ่ง Stroke ออกเป็น 2 ประเภทหลักที่เห็นได้ชัด: Ischemic Stroke (หลอดเลือดสมองตีบหรือตัน): พบได้บ่อยที่สุด (ประมาณ 80%) เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันหรือไขมันพอกตัวที่ผนังหลอดเลือด Hemorrhagic Stroke (หลอดเลือดสมองแตก): เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางหรือความดันโลหิตสูงจนแตกออก ทำให้มีเลือดออกในเนื้อสมอง จำให้ขึ้นใจ! สัญญาณเตือนด้วยหลัก “B.E.F.A.S.T.”เมื่อเกิดอาการสโตรก “เวลาคือสมอง” (Time is Brain) ยิ่งไปถึงมือหมอเร็วเท่าไหร่ โอกาสรอดและกลับมาเป็นปกติก็ยิ่งสูงขึ้น โดยใช้เกณฑ์สังเกตดังนี้: B (Balance): เสียการทรงตัว เดินเซ เวียนศีรษะกะทันหัน E (Eyes): ตาพร่ามัว มองไม่เห็น หรือเห็นภาพซ้อน F (Face): หน้าเบี้ยว ปากเบี้ยว ยิ้มแล้วมุมปากตกข้างหนึ่ง A (Arms):

เทศกาลกินเจเป็นช่วงเวลาที่หลายคนตั้งใจละเว้นเนื้อสัตว์เพื่อทำบุญ ล้างกายใจ และพักระบบย่อยอาหาร แต่บางคนกลับรู้สึก “อ่อนเพลีย เวียนหัว หรือขาดแรง” หลังถือศีลเจไม่กี่วัน เพราะร่างกายได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วนอย่างที่ควร หลักกการของการกินเจ อาหารเจคืออาหารที่งดเนื้อสัตว์ทุกชนิด รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสัตว์ และหลีกเลี่ยงผักกลิ่นฉุน เช่น กระเทียม หอมใหญ่ กุยช่าย ทำให้แหล่งโปรตีน วิตามิน และแร่ธาตุบางชนิดที่ได้จากเนื้อสัตว์ “หายไป” จึงต้องทดแทนให้ดี 1. โปรตีน — พลังงานสำคัญที่ห้ามขาด เลือกจากพืชที่ให้โปรตีนสูง เช่น เต้าหู้, ถั่วเหลือง, ถั่วแดง, ถั่วเขียว, ถั่วลูกไก่, วอลนัท โปรตีนเกษตร หรือเห็ดต่างๆ เคล็ดลับ: ควรผสมแหล่งโปรตีนหลายชนิดในแต่ละวันเพื่อให้ได้กรดอะมิโนครบถ้วน 2. ธาตุเหล็ก — ป้องกันอาการอ่อนเพลีย ธาตุเหล็ก เป็นแร่ธาตุที่สำคัญกับร่างกาย ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง ซึ่งจะลำเลียงเอาออกซิเจนจากปอดไปเลี้ยงยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หากขาดธาตุเหล็กยังทำให้เกิดภาวะโลหิตจางได้ ธาตุเหล็กยังช่วยกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย แหล่งธาตุเหล็กจากพืช ได้แก่ ผักใบเขียวเข้ม (คะน้า, ตำลึง,

พ่อแม่หลายคนคงเคยเจอปัญหา “ลูกป่วยบ่อย” โดยเฉพาะช่วงอากาศเปลี่ยน เดี๋ยวไอ เดี๋ยวเป็นหวัด จนต้องหยุดเรียนบ่อยๆ สร้างความกังวลให้กับผู้ปกครอง ซึ่งจริงๆแล้ว สาเหตุเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ในเด็กเล็กอายุ 6 เดือนถึง 6 ขวบ และการที่ลูกต้องเผชิญกับสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยเชื้อโรค เช่น การเข้าเรียนในโรงเรียน หรือการเล่นกับเพื่อนที่กำลังป่วยอยู่ก็ซึ่งส่งผลให้ลูกติดโรค หรือเชื้อไวรัสได้ง่ายขึ้น สาเหตุหลักๆ ที่ลูกน้อยป่วย มักมาจาก – การเริ่มเข้าสังคม เช่น ไปโรงเรียน ทำให้เจอเชื้อโรคใหม่ๆ– พฤติกรรมเด็กเล็กที่ชอบหยิบของเข้าปาก สัมผัสสิ่งของร่วมกับเพื่อน– สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนฤดู– การนอนไม่เพียงพอ ทำให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ– การได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน วิตามินและแร่ธาตุเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของเด็ก หากเด็กมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ อาจทำให้ป่วยบ่อย ติดเชื้อง่าย หรือฟื้นตัวช้ากว่าปกติ สังเกตอาการเหล่านี้เพื่อดูว่าเด็กอาจต้องการเสริมวิตามินหรือไม่ตารางที่ 1 วิตามินและแร่ธาตุสำคัญที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันเด็ก 1. วิตามินซี (Vitamin C) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ มีบทบาทในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย โดยเฉพาะในเด็กที่ยังมีระบบภูมิคุ้มกันที่กำลังพัฒนา วิตามินซียังช่วยป้องกันการติดเชื้อ และเสริมการทำงานของเซลล์ภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประโยชน์ของวิตามิน C สำหรับเด็ก– กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว วิตามินซีช่วยให้เม็ดเลือดขาวในเด็กทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคและไวรัสที่อาจก่อให้เกิดโรค–

ในยุคที่ชีวิตเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความกดดัน การพักผ่อนที่มีคุณภาพ กลับกลายเป็นเรื่องที่ท้าทายสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย ลองนึกภาพคุณนอนอยู่บนเตียง แต่หัวสมองของคุณกลับคิดวนเวียนเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีปุ่ม shut down จนแทบไม่ได้นอนทั้งคืน นั่นคือคุณกำลังเผชิญกับปัญหา นอนไม่หลับ สมองไม่หยุดคิด ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณภาพการนอนเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนประสิทธิภาพการทำงานและสุขภาพโดยรวมทั้งหมดอีกด้วย สัญญาณเตือนของอาการนอนไม่หลับ สมองไม่หยุดคิด ใช้เวลานานกว่า 30 นาทีในการพยายามข่มตาหลับ ตื่นกลางดึกบ่อยครั้งและนอนต่อยาก หลับไม่สนิท ง่วงเวลากลางวัน แต่ถึงเวลานอนจริง ๆ กลับหลับไม่ลง มีความคิดวนเวียนไม่จบสิ้น ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่สดชื่น สมองตื้อ ไม่มีสมาธิหากมีอาการเหล่านี้เกิน 3 เดือน อาจเป็นสัญญาณของอาการนอนไม่หลับเรื้อรัง วิธีการจัดการ เมื่อนอนไม่หลับ สมองคิดไม่หยุด เข้านอนให้เป็นเวลา พยายามเข้านอนและตื่น ในเวลาเดิมๆของทุกวัน เพื่อให้ร่างกายจดจำ แม้จะเป็นวันหยุดก็ตาม หลีกเลี่ยงการนอนดึก ช่วงเวลาที่ดีเหมาะสมคือนอนก่อน 4 ทุ่มและตื่น 6 โมงเช้า เพราะเป็นช่วงเวลาตามนาฬิกาชีวิต ร่างกายจะพักผ่อนให้เต็มที่จากการหลับลึก หลีกเลี่ยงการนอนตอนกลางวัน หรือหากงีบ ต้องไม่ควรเกิน 30 นาที จัดสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม ปรับแสงสว่างในห้องนอนให้พอเหมาะ ให้เสียงเงียบเพียงพอ

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในยุคปัจจุบัน เราใช้สายตาจ้องจอกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจอโทรศัพท์ จอคอมพิวเตอร์ หรือแท็บเล็ต ซึ่งส่งผลตามมา ทำให้ดวงตาอ่อนล้า ตาแห้ง ระคายเคืองตา ปวดตา นอกจากนั้นแล้ว วิถีชีวิตที่อาศัยอยู่ในห้องแอร์ , การขับรถนานๆ หรือแม้แต่การใช้คอนแทคเลนส์ ก็ล้วนเป็นสาเหตุให้เกิดอาการตาแห้งทั้งสิ้น อาการของภาวะตาแห้ง และตาล้า ได้แก่ แสบตา น้ำตาไหล ระคายเคืองตาเหมือนมีเศษผงอยู่ในดวงตาตลอดเวลา คันตา ตาแดง ตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัด เห็นภาพซ้อน มีอาการปวดเบ้าตา หรือรอบๆดวงตา รู้สึกตาหนัก ดวงตาอ่อนล้า ในรายที่อาการหนัก อาจจะมีอาการปวดศีรษะ และคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย สาเหตุของอาการตาแห้ง และตาล้า การจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานเกินไป หรือการเพ่งมองระยะใกล้เกินไป ในที่แสงสว่างไม่เพียงพอ ก็ทำให้ดวงตาอ่อนล้าได้ อยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน เครื่องปรับอากาศจะลดความชุ่มชื้นในดวงตา รวมถึงอยู่ในลมแรง อากาศแห้ง และความชื้นต่ำ ก็เป็นสาเหตุของอาการตาแห้งเช่นกัน ต้องเผชิญกับมลภาวะ ฝุ่น ควัน เป็นประจำ ทำให้เกิดอาการตาแห้งได้ เช่น ทำงานในศาลเจ้า

Brain Fog หรือภาวะสมองล้า ไม่ใช่โรค แต่เป็นอาการที่ทำให้เรารู้สึกคิดช้าลง มึนงง ความจำสั้น และขาดสมาธิ เกิดได้จากหลายสาเหตุ และมักส่งผลกระทบต่อการทำงานและคุณภาพชีวิต สาเหตุของสมองล้า 1. การนอนหลับไม่เพียงพอหรือคุณภาพการนอนต่ำ2. ความเครียดเรื้อรัง3. การรับประทานอาหารไม่เหมาะสม ขาดสารอาหารสำคัญ4. การใช้หน้าจอเป็นเวลานานโดยไม่พักสายตาและสมอง5. การขาดการออกกำลังกาย6. ภาวะสุขภาพบางอย่าง เช่น เบาหวาน ภาวะไทรอยด์ทำงานต่ำ หรือภาวะซึมเศร้า อาการที่มักพบ – รู้สึกมึนงง คิดอะไรไม่ออก – ความจำสั้น ลืมง่าย – ขาดสมาธิ ทำงานช้าลง –

อาการท้องผูก คือ อาการถ่ายอุจจาระลำบาก ต้องเบ่งและใช้เวลานาน อุจจาระมีลักษณะแข็งมาก หลังจากถ่ายเสร็จแล้วยังปวดท้อง และมีความรู้สึกว่าถ่ายไม่หมด รวมถึงการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ อัตราการเกิดท้องผูกพบได้ประมาณร้อยละ 5 – 20 พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะผู้หญิงวัยกลางคนขึ้นไป ในกลุ่มที่พบบ่อยอีกกลุ่มก็คือ กลุ่มผู้สูงอายุ โดยอายุมากกว่า 60- 65 ปีขึ้นไป นอกจากนั้นปัจจัยแวดล้อมก็มีผลต่อภาวะท้องผูกได้ เช่น ถิ่นที่อยู่อาศัย สภาพอากาศที่หนาวเย็น รวมถึงฐานะความเป็นอยู่ สาเหตุหลักๆที่ทำให้ผู้สูงอายุท้องผูก ได้แก่ • ระบบย่อยอาหารที่ลดลง เมื่ออายุมากขึ้น การหลั่งกรดในกระเพาะอาหารจะลดลง ลำไส้เล็กบีบตัวน้อยลง และการเคลื่อนไหวของลำไส้ใหญ่ช้าลง ส่งผลให้อาหารค้างอยู่ในทางเดินอาหารนานขึ้น • ปัญหาสุขภาพฟันและช่องปาก เช่น ฟันผุ ฟันปลอมมีปัญหา เหงือกอักเสบ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบันหันไปทางไหนก็มีแต่อาหารที่อุดมไปด้วยน้ำตาลเต็มไปหมด ไม่ว่าจะตามร้านอาหาร ร้านขนม เครื่องดื่มต่างๆ แม้แต่กระทั่งในร้านสะดวกซื้อ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลกปริมาณน้ำตาลที่ควรบริโภคไม่ควรเกิน 6 ช้อนชาต่อวัน แต่ในความเป็นจริง รายงานจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขพบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลสูงถึงวันละ 28.4 ช้อนชาซึ่งสูงกว่าค่าแนะนำถึง 4.7 เท่า !!! ในช่วงหลายสิบปีมานี้ การบริโภคน้ำตาลที่มากเกินไปมีความสัมพันธ์กับสภาวะไม่พึงประสงค์ต่อสุขภาพหลายประการ ได้แก่ ภาวะน้ำหนักตัวเกินหรือโรคอ้วน การเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด ฟันผุ และโรคเบาหวาน แต่ถึงกระนั้นแล้วน้ำตาลยังเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเครื่องดื่มนานาชนิด ไม่ว่าจะเป็น ชานมไข่มุก กาแฟเย็น ชาเย็น นมเย็น เป็นต้น นอกเหนือจากโรคต่างๆที่กล่าวมาแล้วนั้น น้ำตาลยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดริ้วรอยและภาวะแก่ก่อนวัยของเซลล์ต่างๆ โดยน้ำตาลที่เราบริโภคจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว เกิดเป็นกระบวนการ Glycation คือ ระดับน้ำตาลบริเวณผิวหนังสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนสามารถจับกับโปรตีนอีลาสตินและคอลลาเจนเกิดเป็นสารประกอบที่มีชื่อว่า Advanced glycation end products หรือ AGEs ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดริ้วรอยและแก่ก่อนวัยนั่นเอง สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือ ผิวหนังหย่อนคล้อย สูญเสียความยืดหยุ่น เกิดการกระตุ้นการสร้างสารอนุมูลอิสระและสารก่อการอักเสบซึ่งทำลายเซลล์ผิวหนัง รวมถึงยับยั้งกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ยิ่งไปกว่านั้นคอลลาเจนและเส้นใยอีลาสตินอาจสูญเสียรูปร่าง พันกัน และหนาตัวขึ้นจนกลายเป็นมัดใหญ่ และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดเป็นริ้วรอยที่ปรากฏบนผิวหนัง ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ซึ่งนอกจากจะช่วยชะลอการเกิดผิวหย่อนคล้อยแล้ว

ประโยชน์ของ Probiotics ต่อระบบต่างๆของร่างกาย ระบบย่อยอาหาร : ช่วยในการย่อยอาหาร โดยช่วยสร้างเอนไซม์ช่วยย่อยหลายชนิด, สร้างเกราะป้องกันบริเวณเยื่อบุลำไส้, ปรับสมดุลลำไส้ลดอาการท้องเสีย, กระตุ้นการทำงานของลำไส้ในกรณีท้องผูก และช่วยรักษาโรคลำไส้แปรปรวน ระบบภูมิคุ้มกัน : ปรับสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย, เหนี่ยวนำการกระตุ้นการสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย, ป้องกันการติดเชื้อในส่วนต่างๆ ระบบทางเดินปัสสาวะ : ลดการอักเสบของทางเดินปัสสาวะส่วนปลาย, ป้องกันการติดเชื้อบริเวณปากช่องคลอด, ลดการสะสมของแบคทีเรียก่อโรคปัสสาวะอักเสบ ระบบสมอง : ส่งผลให้การทำงานของระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ตอบสนองต่อความเครียด และความวิตกกังวลดีขึ้น ระบบผิวหนัง : ช่วยลดอาการผื่นภูมิแพ้, โรคผิวหนังอักเสบ ระบบหัวใจและหลอดเลือด : ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล, ลดภาวะไขมันพอกตับ, ลดความดันโลหิต และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ดังนั้น จึงถือได้ว่า โพรไบโอติกส์ เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพโดยรวมในหลายๆด้าน ซึ่งในการเลือกรับประทานโพรไบโอติกส์นั้น สามารถเลือกรับประทานจากอาหารธรรมชาติได้ หรือถ้าหากจะเลือกเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ควรเลือกเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการจดทะเบียน อย.
บทความล่าสุด












