บทความ / สาระน่ารู้

ไขข้อข้องใจ Silicone Gel: มาตรฐานทองคำในการป้องกันและรักษารอยแผลเป็น

เมื่อแผลภายนอกเริ่มสมานตัว กระบวนการฟื้นฟูผิวตามธรรมชาติจะเริ่มต้นขึ้น ทว่าในผู้ป่วยหลายราย กระบวนการนี้อาจนำไปสู่การสร้างคอลลาเจนที่มากเกินไปจนเกิดเป็น แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือ แผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) ในทางการแพทย์ผิวหนังและศัลยกรรม ซิลิโคนเจล (Silicone Gel) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็น First-line Therapy หรือทางเลือกแรกในการป้องกันและรักษารอยแผลเป็นนูนอย่างมีประสิทธิภาพ

กลไกการทำงานของ Silicone Gel ในระดับชั้นผิว

ซิลิโคนเจลไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านการซึมเข้าสู่กระแสเลือด แต่เป็นการทำงานเชิงกลและสรีรวิทยาบริเวณชั้นผิวหนัง (Stratum Corneum):

  • การกักเก็บความชุ่มชื้น (Occlusion & Hydration): เมื่อทาซิลิโคนเจลลงบนแผลเป็น เนื้อเจลจะเซตตัวเป็นแผ่นฟิล์มบางๆ ที่ยอมให้ระบายอากาศได้ แต่ช่วยลดการสูญเสียน้ำออกจากชั้นผิว (Transepidermal Water Loss – TEWL) ส่งผลให้ชั้นผิวมีความชุ่มชื้นสมดุล

  • ยับยั้งการสร้างคอลลาเจนส่วนเกิน: สภาพแวดล้อมที่มีความชุ่มชื้นเหมาะสมจะส่งสัญญาณไปยังเซลล์ Fibroblast ให้ลดการผลิตคอลลาเจนส่วนเกิน และลดการหลั่งสารกระตุ้นการอักเสบ (Pro-inflammatory Cytokines)

  • ปรับเรียบและลดความเปรียบต่างของสีแผล: ช่วยให้แผลเป็นมีความนุ่มลง นูนลดลง รวมถึงลดอาการคันและแดงบริเวณรอยแผล

📊 สรุปข้อเปรียบเทียบ: Silicone Gel vs. ยาทาแผลเป็นสกัดจากพืช (เช่น Allium Cepa)

1. 🔹 Silicone Gel (Cross-linked Polymers)

  • กลไกการทำงาน: สร้างชั้นฟิล์มบางๆ เคลือบผิว เพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น และช่วยลดการทำงานที่มากเกินไปของ Fibroblast (เซลล์ที่สร้างคอลลาเจนส่วนเกิน)

  • ระดับหลักฐานทางการแพทย์: Gold Standard (เป็นมาตรฐานหลักที่ทางการแพทย์และแนวทางระดับสากลแนะนำสำหรับป้องกันและรักษาแผลเป็นนูน/คีลอยด์)

    จุดเด่น:

    • เมื่อแห้งแล้วจะไม่เหนียวเหนอะหนะ

    • สามารถทาครีมกันแดดหรือแต่งหน้าทับได้

    • ยืดหยุ่นได้ดี เหมาะกับบาดแผลบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวบ่อย (เช่น ข้อต่อ, ใบหน้า)

2. 🌿 Plant Extract Gels (ยาทาแผลเป็นสกัดจากพืช / สารสกัดจากหัวหอม)

  • กลไกการทำงาน: ออกฤทธิ์ช่วยต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์ที่ผิดปกติ

  • ระดับหลักฐานทางการแพทย์: เหมาะสำหรับใช้เป็นตัวเลือกร่วม (Complementary treatment) หรือใช้รักษาแผลเป็นขนาดเล็กและรอยดำทั่วไป

    จุดเด่น:

    • ช่วยลดรอยแดง ปลอบประโลมผิว และลดอาการระคายเคืองบริเวณบาดแผลได้ดี

หลักการใช้งานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

  • เริ่มใช้ให้ถูกเวลา: เริ่มทาได้ทันทีหลังจาก แผลปิดสนิทดีแล้ว (ตัดไหมแล้ว หรือไม่มีน้ำเหลือง/เลือดซึม) ห้ามทาบนแผลเปิดสด

  • ความต่อเนื่องคือหัวใจสำคัญ: ควรทาบางๆ วันละ 2 ครั้ง (เช้า-เย็น) อย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 2–3 เดือน สำหรับแผลใหม่ และอาจต้องใช้นานถึง 6 เดือนสำหรับแผลเป็นเก่า

  • การทาร่วมกับครีมกันแดด: รังสี UV สามารถกระตุ้นให้แผลเป็นมีสีเข้มขึ้น (Hyperpigmentation) หลังจากทา Silicone Gel จนแห้งแล้ว สามารถทาครีมกันแดดทับเพื่อป้องกันแสงแดดได้

💡 💡 สรุปการเลือกใช้ให้เหมาะกับแผล:

  • เน้นป้องกันแผลนูน/คีลอยด์ หรือแผลผ่าตัดใหญ่: แนะนำเลือกใช้ Silicone Gel เป็นตัวหลัก

  • เน้นลดรอยแดง รอยดำ หรือแผลเป็นขนาดเล็ก: สามารถเลือกใช้ Plant Extract Gel หรือใช้ควบคู่กันเพื่อเสริมประสิทธิภาพได้ครับ

เอกสารอ้างอิง (References)

  • Monstrey, S., Bremer, J. D., Lapid, O., et al. (2014). Updated scar management practical guidelines: non-invasive and invasive measures. Journal of Plastic, Reconstructive & Aesthetic Surgery, 67(8), 1017–1025.

  • Mustoe, T. A., Cooter, R. D., Gold, M. H., et al. (2002). International clinical recommendations on scar management. Archives of Surgery, 137(12), 1422–1431.

  • Mustoe, T. A. (2020). Silicone Gel for Scar Prevention. In: Textbook of Scar Management. Springer, Cham. (NCBI Bookshelf ID: NBK586090).

  • Chernoff, W. G., Cramer, H., & Su-Elnajjar, R. (2017). Efficacy and Safety of a Novel 100% Silicone Scar Gel Treatment for Scar Revision. The Journal of Clinical and Aesthetic Dermatology, 10(2), 20–26.

  • Chuarid, C., et al. (2011). Role of silicone derivative plus onion extract gel in preventing hypertrophic scar after median sternotomy excision. International Wound Journal, 8(6), 633–638.

ต้องการปรึกษาเภสัชกร แอดไลน์ : @tlepharmacy หรือ คลิ๊ก