บทความ / สาระน่ารู้

Bilberry: จิ๊กซอว์ลับสีม่วงเข้ม เพื่อการปกป้องดวงตาในยุคดิจิทัล

ถ้าพูดถึงอาหารเสริมบำรุงสายตา หลายคนมักจะนึกถึง Lutein (ลูทีน) และ Zeaxanthin (ซีแซนทิน) ที่ทำหน้าที่เป็นแว่นตากรองแสงสีฟ้าให้กับจอประสาทตา แต่ในความเป็นจริง ยังมีฮีโร่อีกหนึ่งตัวที่ทำงานในมุมที่ต่างออกไป และเป็นที่นิยมอย่างมากในแวดวงจักษุแพทย์ทางเลือก นั่นคือ “Bilberry” (บิลเบอร์รี่) ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่จากยุโรปเหนือที่มีความเข้มข้นของสารต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

สิ่งที่ทำให้ Bilberry แตกต่างจากบลูเบอร์รี่ทั่วไป

แม้หน้าตาจะคล้ายบลูเบอร์รี่ แต่ถ้าผ่าดูเนื้อใน บลูเบอร์รี่ทั่วไปจะมีเนื้อสีเขียวอ่อนหรือขาว แต่ บิลเบอร์รี่จะมีเนื้อด้านในเป็นสีม่วงเข้มอมแดงไปจนถึงแกนกลาง ซึ่งสีม่วงเข้มนี้คือข้อพิสูจน์ว่ามันอุดมไปด้วยสาร Anthocyanins (แอนโทไซยานิน) ที่มีความเข้มข้นสูงกว่าบลูเบอร์รี่ทั่วไปหลายเท่าตัว และสารตัวนี้เองคือหัวใจหลักในการดูแลสุขภาพดวงตา

กลไกเด่นทางการแพทย์ของ Bilberry ต่อดวงตา

สารสกัดแอนโทไซยานินในบิลเบอร์รี่มีกลไกทางสรีรวิทยาที่ชัดเจน 3 ข้อดังนี้:

  1. ช่วยฟื้นฟูการมองเห็นในที่มืด (Dark Adaptation): ในจอประสาทตาของเราจะมีสารเคมีที่ชื่อว่า Rhodopsin (โรดอปซิน) ซึ่งจำเป็นต่อการรับแสงและการมองเห็นในที่มืด ทุกครั้งที่ตาเรากระทบแสง สารนี้จะถูกทำลายและร่างกายต้องสร้างขึ้นใหม่ สารสกัดบิลเบอร์รี่มีคุณสมบัติเร่งการรีไซเคิลและสังเคราะห์สาร Rhodopsin นี้ให้เร็วขึ้น จึงช่วยลดอาการตาพร่าเวลาขับรถตอนกลางคืน หรือเวลาเดินเข้าที่มืดได้ดี

  2. เพิ่มความแข็งแรงให้เส้นเลือดฝอยในตา (Microcirculation): ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีเส้นเลือดฝอยหล่อเลี้ยงหนาแน่นและเปราะบางมาก สารกลุ่ม Anthocyanosides ในบิลเบอร์รี่มีคุณสมบัติพิเศษในการเข้าไปจับกับคอลลาเจนบริเวณผนังหลอดเลือด ช่วยลดความเปราะบางและเพิ่มความยืดหยุ่นของเส้นเลือดฝอย ทำให้การไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงจอประสาทตา (Retina) ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

  3. ลดอาการตาแห้งและล้าจากการจ้องจอ (Digital Eye Strain): งานวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) ในระยะหลังพบว่า การทานสารสกัดบิลเบอร์รี่ช่วยบรรเทาอาการกล้ามเนื้อตาเพลีย และช่วยเพิ่มดัชนีน้ำตา (Tear Film Break-up Time) ลดอาการแสบตา ตาแห้ง ของคนที่ต้องทำงานอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนติดต่อกันเกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน

ไม่ใช่แค่เรื่องตา: ประโยชน์เสริมต่อระบบหลอดเลือด

เนื่องจากบิลเบอร์รี่เด่นเรื่องการดูแลระบบไหลเวียนเลือดขนาดเล็ก มันจึงส่งผลดีต่อร่างกายในส่วนอื่นด้วย เช่น ช่วยลดอาการบวมน้ำบริเวณขา บรรเทาอาการเส้นเลือดขอด และมีงานวิจัยระบุว่าช่วยปรับสมดุลระดับ LDL และเพิ่มความไวต่ออินซูลินในผู้ที่มีภาวะเสี่ยงเบาหวานได้เล็กน้อย

เลือกซื้อและกินอย่างไรให้ได้ “Efficacy” สูงสุด?

  1. ต้องมองหา “Standardized Extract”: อย่าเลือกซื้ออาหารเสริมที่เขียนแค่ว่า “Bilberry Powder” (ผงบิลเบอร์รี่ธรรมดา) เพราะแทบไม่มีสารออกฤทธิ์ ควรเลือกขวดที่ระบุว่าเป็น Standardized Bilberry Extract ที่มีการควบคุมปริมาณ Anthocyanins หรือ Anthocyanosides ให้สูงอยู่ที่ 25% – 36%

  2. ปริมาณที่แนะนำ: เพื่อดูแลอาการตาเบลอ/ตาล้าทั่วไป: แอนโทไซยาโนไซด์ (Anthocyanosides) 30 – 60 mg ต่อวัน

  3. ช่วงเวลาที่กิน: บิลเบอร์รี่เป็นสารที่ละลายในน้ำได้ดี สามารถทานตอน ท้องว่าง (เช่น ตื่นนอนตอนเช้า) เพื่อให้ร่างกายดูดซึมสารแอนโทไซยานินไปใช้ได้ไวที่สุด หรือจะทานร่วมกับอาหารเสริมกลุ่มละลายในไขมันอย่าง Lutein เพื่อช่วยปกป้องดวงตาแบบครบวงจรก็ได้

⚠️ ข้อควรระวัง ⚠️
แม้บิลเบอร์รี่ที่เป็นผลไม้จะปลอดภัยสูงมาก แต่ในรูปแบบสารสกัดเข้มข้นสูง มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด (Anti-platelet) เล็กน้อย ดังนั้น ผู้ที่ทานยาละลายลิ่มเลือด (เช่น Warfarin, Aspirin) หรือผู้ที่กำลังจะเข้ารับการผ่าตัด ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนทาน และแนะนำให้หยุดทานล่วงหน้า 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด

References

– Cluzel, C., et al. (1970). “Action of anthocyanosides on the regeneration of rhodopsin.” Biochemical Pharmacology, 19(7), 2267-2272.

– Ozawa, Y., et al. (2015). “Bilberry extract supplementation for preventing eye fatigue caused by computer use.” The Journal of Nutrition, Health & Aging, 19(5), 548-554.

– Perossini, M., et al. (1987). “Diabetic retinopathy: A double-blind clinical trial of anthocyanosides from Vaccinium myrtillus.” Annali di Ottalmologia e Clinica Oculistica, 113, 1173-1190.

ต้องการปรึกษาเภสัชกร แอดไลน์ : @tlepharmacy หรือ คลิ๊ก